วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

ผู้จัดทำ

นางสาวปัทมา พลายวิเคราะห์
ม.6/2 เลขที่26
โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2551

Fungjai

อาณาจักรฟังไจ หมายถึงสิ่งมีชีวิตพวกเห็ดรา ตัวอย่างเช่น ราขนมปัง ยีสต์ ราเขียว ราดำ เห็ตต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศโดยทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ทำให้มีการหมุนเวียนในระบบนิเวศ
เห็ดรา เป็นสิ่งชีวิตที่เซลล์มีนิวเคลียสหรือมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเรียกว่า ยูแคริโอต (eukaryote) อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ไม่มีคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์อาหารเองไม่ได้กินอาหารโดยสร้าง น้ำย่อยแล้วปล่อยออกมาย่อยสารอินทรีย์จนเป็นโมเลกุลเล็กและดูดเข้าเซลล์ (saprophyte) ได้แก่ เห็ดและราชนิดต่างๆ

ลักษณะสำคัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักฟังไจ
อาจมีเซลล์เดียว เช่น ยีสต์ แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกหลายเซลล์
พวกหลายเซลล์ ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะเส้นใย เส้นใยแต่ละเส้นเรียกว่า ไฮฟา(Hypha) ไฮพามักรวมกันเป็นกระจุกเรียกว่าไมซีเลียม(mycelium) ไฮฟามีไรซอยด์
ช่วยยึดเห็ดราให้ติดแน่นกับที่ และบางส่วนของไฮฟาทำหน้า
ที่สร้างสปอร์



hypha

mycelium

3. โครงสร้างของเซลล์เป็นเซลล์แบบยูคาริโอต มีผนังเซลล์คล้ายพืช (มีองค์ประกอบเป็นเซลลูโลส และไคทิน) แต่ไม่มีคลอโรฟิลล์ดังนั้นสร้างอาหารเองไม่ได้ ดำรงชีวิตแบบปรสิตหรือแบบภาวะ
มีการย่อยสลาย หรือบางชนิดอยู่ร่วมกับสาหร่ายที่ต้องพึ่งพา(ไลเคน)




ไลเคน

4. ส่วนใหญ่สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ สปอร์มีทั้งที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ และแบบอาศัยเพศ นอกจากนี้ยังมีการสืบพันธุ์แบบอื่นๆเช่นรา ขนมปัง สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยวิธี คอนจูเกชัน ยีสต์สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยวิธีการแตกหน่อ

p-protista

สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโปรติสตา เรียกรวม ๆ ว่า กลุ่มโปรติสต์
ลักษณะของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโปรติสตา คือ

เป็นเซลล์แบบ Eukaryotic Cell
ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว หรือมีหลายเซลล์ ไม่มีการจัดตัวเป็นเนื้อเยื่อ
มีลักษณะของทั้งพืช และสัตว์ คือ มีคลอโรฟิลล์เช่นเดียวกับพืช และมีโครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนที่ เช่นเดียวกับสัตว์

อาณาจักรโปรติสตา แบ่งได้เป็น 1 ไฟลัมและ 8 ดิวิชัน คือ

1. ไฟลัมโปรโตซัว (Phylum Protozoa)













โปรโตซัวชนิดต่าง ๆ

โปรโตซัว เป็นโปรติสต์เซลล์เดียวที่มีลักษณะคล้ายสัตว์ ในตอนแรกจึงถูกจัดอยู่ในอาณาจักรสัตว์ มีลักษณะสำคัญดังนี้

1. เป็นเซลล์เดียวบางชนิดเป็นเซลล์อยู่เดี่ยว ๆ บางชนิดรวมกันเป็นกลุ่ม (colony) มีขนาดเล็กต้องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
2. ไม่มีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใด ๆ มีออร์กาแนลทำหน้าที่ต่าง ๆ ในเซลล์
3. มีเซลล์เมมเบรนเป็นกรอบของเซลล์บางชนิดมีโครงแข็งหุ้มเป็นสารพวกเซลลูโลส หรือเจลาติน
4. ขับถ่ายของเสียที่เป็นของเหลว โดยคอนแทรกไทล์ แวคิวโอล นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ ควบคุมสมดุลน้ำภายในเซลล์ด้วย จึงเรียกคอนแทรไทล์ของโปรโตซัวว่าเป็น ออสโมเรกูเลเดอร์ (osmoregulator)
5. การดำรงชีวิตมีทั้งที่หากินเป็นอิสระในน้ำเน่า เช่น อะมีบา สังเคราะห์ด้วยแสง สร้าง อาหารได้เอง เช่น ยูกลีนา เป็นปรสิต เช่น เชื้อไข้จับสั่น
6. การสืบพันธุ์ ตามปกติจะสืบพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ คือการแบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 นอกจากนี้ยังมีการสืบพันธุ์แบบมีเพศ คือการเข้าจับคู่กันหรือการคอนจูเกชัน (conjugation)
7. การเข้าเกราะ (encystment) พบในโปรโตซัวหลายชนิด เช่นยูกลีนา จะเข้าเกราะเมื่อ สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม
8. รูปร่างมีหลายแบบ ส่วนใหญ่เป็นรูปไข่ ยาวรี หรือมีรูปร่างไม่แน่นอน
9. อวัยวะเคลื่อนที่ของโปรโตซัวในแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน ซึ่งจะนำมาใช้ในการแบ่ง หมวดหมู่ระดับคลาส เช่น มีแฟลกเจลลา ซีเลีย เป็นต้น

ไฟลัมโปรโตซัว แบ่งออกเป็น 4 คลาส คือ

คลาสแฟลกเจลลาตา (Class Flagellata) เคลื่อน ที่โดยใช้แฟลกเจลลัม ซึ่งอาจมีมากกว่า 1เส้น มีทั้งพวกที่ดำรงชีวิตเป็นอิสระและเป็นปรสิต อาศัยอยู่ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม พวกที่เป็นปรสิต ได้แก่ พวกที่ทำให้เกิดเป็นโรคเหงาหลับคือ ทริปาโนโซมา (Trypanosoma)








ค ลาสซาโคดินา (Class Sarcodina) เคลื่อนที่โดยใช้เท้าเทียมหรือซูโดโปเดียม (Pseudopodium) ซึ่งเกิดจากการไหลของไซโตพลาสซึม มีทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม เช่น อมีบา (ameba) ซึ่งเป็นปรสิตทำให้เกิดโรคบิดหรือทำให้ท้องร่วง










อมีบา

คลาสซีเลียตา (Class Ciliata) เคลื่อนที่โดยใช้ซิเลีย (cilia) มีทั้งที่ดำรงชีพอย่างอิสระและเป็นปรสิต
โดยทั่วไปมีนิวเคลียส 2 ขนาด คือนิวเคลียสขนาดใหญ่ เรียกว่า มาโครนิวเคลียส (Macronucleus)
นิวเคลียสขนาดเล็กเรียกว่า ไมโครนิวเคลียส ( Micronucleus) เช่น พารามีเซียม ( Paramicium )
พารามีเซียม

คลาสสปอโรซัว (Class Sporozoa) พวก นี้ไม่มีอวัยวะที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ดำรงชีวิตเป็นปรสิต สืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ และรวมตัวกันคล้ายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น พลาสโมเดียม (Plasmodium) ซึ่งเป็นเชื้อมาเลเรีย






พลาสโมเดียม

ดิวิชัน คลอโรไฟตา (Division Chlorophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า สาหร่ายสีเขียวจัดเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด พบทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย บางชนิดลอยตามผิวน้ำ บางชนิดเกาะกับ พืชอื่นหรือก้อนหิน บางชนิดอาศัยอยู่ในเซลล์สิ่งมีชีวิตอื่น เช่น ในโปรโตซัว ไฮดรา หรือฟองน้ำ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งจะพบว่าน้ำมีสีเขียวเข้ม เกิดขึ้น สีเขียวดังกล่าวคือ สาหร่ายในกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่











สาหร่ายสีเขียวชนิดต่าง ๆ

ดิวิชัน ยูกลีโนไฟตา (Division Euglenophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้มีอยู่ 2 พวกคือ พวกที่สังเคราะห์ อาหารเองได้ และพวกที่สังเคราะห์อาหารเองไม่ได้ ส่วนใหญ่จะมีรูปร่างเป็นเซลล์เดียว เคลื่อนที่ได้ มีลักษณะคล้ายโปรโตซัว เรียกสิ่งมีชีวิตในดิวิชันนี้ ว่า ยูกลีนา










ยูกลีนาชนิดต่าง ๆ

ดิวิชัน แคโรไฟตา (Division Charophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้พบมากในบ่อน้ำจืดในทะเลสาบ หรือแหล่งน้ำที่มีหินปูนละลายอยู่ สาหร่ายในกลุ่มนี้จะ มีลักษณะคล้ายพืชชั้นสูงมาก เช่น มีส่วนที่ทำหน้าที่ คล้ายลำต้น ใบ และราก










สาหร่ายในดิวิชันแคโรไฟตา

ดิวิชัน ฟีโอไฟตา (Division Phaeophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า สาหร่ายสีน้ำตาล เนื่องจากภายในเซลล์ของสาหร่ายกลุ่มนี้มี รงควัตถุพวก ฟูโคแซนทิน(fucoxanthin) ที่ทำให้เกิดสีน้ำตาลมากกว่ารงควัตถุอื่น สาหร่ายในกลุ่มนี้มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจมาก คือ บางชนิด ใช้เป็นอาหารโดยตรง ซึ่งนิยมรับประทานกันในยุโรป บางชนิดนำมาสกัดสารประกอบพวกแอลจิน (algin) เพื่อใช้ทำสี ทำยา และขนมหวานบางชนิด











สาหร่ายสีน้ำตาล

ดิวิชัน คริสโซไฟตา (Division Chrysophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้มีรงควัตถุฟูโคแซนทิน เหมือนสาหร่ายสีน้ำตาล แต่มีในปริมาณน้อยกว่า แบ่งได้เป็น 3 พวกใหญ่ คือ สาหร่ายสีเขียวแกมเหลือง สีน้ำตาลแกมเหลือง และไดอะตอม กลุ่มที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากคือ ไดอะตอม เนื่องจากการตาย ทับถม กันของพวกไดอะตอมเป็น เวลานาน จนกลายเป็นไดอะตอมมาเชียส เอิร์ท (diatomaceous earth) ซึ่งมีประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ยาขัดเครื่องเงิน เครื่องทองเหลือง ใช้ในการฟอกสี และเป็นฉนวน








ไดอะตอมชนิดต่าง ๆ

ดิวิชัน ไพร์โรไฟตา (Division Pyrrophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเซลล์เดียว พบทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม ในทะเลบางครั้งจะเกิดปรากฏการณ์ น้ำทะเลเปลี่ยนสี ส่วนใหญ่ จะเกิดจาก สาหร่ายในกลุ่มนี้เจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนมากผิดปกติ (water boom) ซึ่งชาวทะเลเรียกว่า ขี้ปลาวาฬ

สาหร่ายในดิวิชันไพร์โรไฟตา

ดิวิชัน โรโดไฟตา (Division Rhodophyta) สาหร่ายในกลุ่มนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า สาหร่ายสีแดง มีประโยชน์ต่อมนุษย์เช่นเดียวกับสาหร่ายสีน้ำตาล เนื่องจากสารเมือกที่สกัดออกจาก ผนังเซลล์เรียกว่า คาร์แรจีแนน (carrageenan) นำมาผลิตเป็นวุ้นได้ นอกจากนี้สาหร่ายสีแดง ยังนำมาประกอบ เป็นอาหารโดยตรงที่ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อ “จีฉ่าย”


ดิวิชันมิกโซไมโคไฟตา ( Division Myxomycophyta) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะ เป็นเมือก ข้นสีขาว สีเหลืองหรือสีส้ม อาศัยอยู่ในบริเวณชื้นเเฉะ เช่น กองไม้ผุ ตามพื้นดินร่มชื้น เช่นเดียวกับเห็ดรา ส่วนใหญ่ดำรงชีพเเบบภาวะมีการย่อยสลาย เเต่ก็มีบางชนิดเป็นปรสิต ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตได้เเก่ พวกราเมือก ( Slime mold )


Platyhelminthes

Platyhelminthes...หนอนตัวแบน

อาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว แสงสว่างใต้ผืนน้ำหมดไปอย่างรวดเร็วสัตว์น้อยใหญ่บ้างเตรียมออกหา อาหาร บ้างรีบรุดหาที่หลบซ่อน ใต้ก้อนปะการังแห่งหนึ่งปรากฏสัตว์ลักษณะคล้ายหนอนคืบคลานออกมา เขาเตรียมออกหาอาหารที่อาจเป็นสัตว์ตัวน้อย การล่าของเขาใช้วิธีเขมือบเข้าไปก่อนใช้กล้ามเนื้อ คอหอยบีบรัด

Flatworm

เขาคือหนอนตัวแบน (Phylum Platyhelminthes) หนึ่งในราชาแห่งสีสัน ใต้ท้องทะเล ลักษณะลำตัว และการเคลื่อนที่ ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า เขาคือทากทะเล...หอยฝาเดียวไร้เปลือก แต่พวกเขา อยู่คนละ Phylum จนอาจกล่าวได้ว่าไม่เป็นญาติกันเลย
Flatworm ความรู้เรื่องหนอนตัวแบนในเมืองไทยมีน้อยมากสิ่งที่พอบอกได้ คือเขามักคืบคลานตามพื้น มีสาร เคมีในร่างกายเยอะมากจนสัตว์อื่นไม่อยากยุ่งด้วย แต่ถ้าอันตรายเข้าใกล้ เขาจะหดตัวเป็นวงกลม ถ้าไม่สำเร็จจะพุ่งขึ้น ว่ายในมวลน้ำโดยอาศัยขอบลำตัวพริ้วเป็นจังหวะ อาจไม่เร็วมากนัก แต่พอหลบ จากผู้ล่าที่อยู่ตามพื้นดินได้ หลายคนเลยอาจเข้าใจว่า หนอนตัวแบบเป็นทากทะเลชนิดที่ว่ายน้ำได้ แต่ความจริงไม่ใช่นะครับ

หนอนตัวแบนมีอยู่ในโลกมากกว่า 150 ชนิด ทั้งหมดเป็นกระเทยแต่ผสมพันธุ์ข้ามตัว สำหรับใน เมืองไทยเท่าที่เคยพบมีไม่ต่ำกว่า 10 ชนิดแต่ส่วนใหญ่ตัวเล็กออกหากินตามพื้น ในเวลากลางคืน
บริเวณที่พบหนอนตัวแบนบ่อยครั้ง มักเป็นซากเรือจมแถวอ่าวไทย เช่น สุทธาทิพย์ เพชรบุรีบรีแมน

Phylun Coelenterata

2. ไฟลัมซีเลนเทอราตา (Phylun Coelenterata) เป็นสัตว์ที่มีเนื้อเยื่อสองชั้น มีสมมาตรแบบ รัศมี(radial symmetry) มีท่อทางเดินอาหาร แต่ไม่มีช่องตัว มีเซลล์ไนโดไซต์ (cnidocyte) สร้างเข็มพิษ (nematocyst) แบ่งเป็นสามชั้น(Class)
2.1 ชั้นไฮโดรชัว (Class Hydrozoa) ได้แก่ ไฮดรา (Hydra) แมงกะพรุนไฟ (Physalia)


ไฮดรา
2.2 ชั้นไซโฟซัว ( Class Scyphozoa) ได้แก่ แมงกะพรุนหนัง (Aurelia) แมงกะพรุนไฟ (Chironex)

แมงกระพรุน
2.3 ชั้นแอนโทซัว (Class Anthozoa) ได้แก่ ปะการัง (coral) ปะการังเขากวาง (Acrepora) กัลปังหา (sea fan)

ปะการัง

Phylum Porifera

1.ไฟลัมพอริเฟอรา (Phylum Porifera)

เป็นสัตว์หลายเซลล์ ไม่มีสมมาตร ลำตัวเป็นรูพรุน มีช่องน้ำเข้าและช่องน้ำออก มีโครงร่างแข็งหรือเป็นเส้นใยโปรตีน เช่น ฟองน้ำแก้ว สกุล Euplectella ฟองน้ำน้ำจืด สกุล Spongilla ฟองน้ำถูตัว สกุล Spongia


โครงสร้างของฟองน้ำ



ฟองน้ำน้ำจืด ฟองนำ

Phylum Echinodermata

8. ไฟลัมอีไคโนเดอร์มาตา (Phylum Echinodermata) เป็นสัตว์ทะเลทั้งหมด ผิวหนังมีหนาม ตัวอ่อนมีสมมาตรด้านข้าง ตัวเต็มวัยมีสมมาตรรัศมีมีระบบน้ำใช้ในการเคลื่อนที่ มีระบบไหลเวียน ระบบประสาท และระบบท่อทางเดินอาหาร จำแนกเป็นห้าชั้น

8.1 ชั้นแอสเทอรอยเดีย (Class Asteroidea ) ได้แก่ ปลาดาว หรือดาวทะเล (star fish)


8.2 ชั้นโอฟิยูรอยเดีย (Class Ophiuroidea) เช่น ดาวเปราะ (brittle star)


8.3 ชั้นอีคิยูรอยเดีย (Class Echiuroidea ) เช่น เม่นทะเล (sea urchin) เหรียญทราย (sand dollar)


เหรียญทราย

8.4 ชั้นโฮโลทูรอยเดีย (Class Holothuroidea) เช่น ปลิงทะเล (sea cucumber)


ปลิงทะเล

8.5 ไคนอยเดีย (Class Crinoidea) เช่น ดาวขนนก (feather star) พลับพลึงทะเล (sea lilly)


ดาวขนนก

พลับพลึงทะเล